Untitled Document
 

กำเนิด...องค์การบริหารส่วนจังหวัด
      
      องค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่จัดตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ.๒๔๙๘ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด       
          
       กว่าจะมาเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่มีโครงสร้างการบริหารงานในรูปแบบปัจจุบัน  องค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้มีการวิวัฒนาการมาตามลำดับ โดยเกิดจากการจัดตั้งสภาจังหวัด ขึ้นเป็นครั้งแรก ตามความในพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.๒๔๗๖ ซึ่งมีฐานะเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาหารือแนะนำแก่กรมการจังหวัด โดยยังมิได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่แยกต่างหากจากราชการบริหารส่วนภูมิภาค

       ต่อมา ได้มีการตราพระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.ศ. ๒๔๘๑ ขึ้น โดยมีความประสงค์ที่จะแยกกฎหมายที่เกี่ยวกับสภาจังหวัดไว้โดยเฉพาะ แต่สภาจังหวัดยังทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาของกรมการจังหวัดเช่นเดิม จนกระทั่ง ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๔๙๕ ซึ่งกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบบริหารราชการในจังหวัดของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ทำให้อำนาจของกรมการจังหวัด เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดดังนั้น ผลแห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ ทำให้สภาจังหวัดมีฐานะเป็นสภาที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย ต่อมาได้เกิดแนวความคิดที่จะปรับปรุงบทบาทของสภาจังหวัด ให้มีประสิทธิภาพและให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองยิ่งขึ้น “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” จึงเกิดขึ้น ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๔๙๘ ซึ่งกำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกจากจังหวัด ซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาค และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๑๕ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ได้กำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด มีฐานะเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง ทั้งนี้อาจแบ่งวิวัฒนาการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดออกเป็น ๓ ระยะ ดังนี้

 

ยุคสภาจังหวัด (ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๖ - ๒๔๙๘)

       นับตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๗๖ ที่ได้มีการจัดตั้งสภาจังหวัดขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล  พ.ศ. ๒๔๗๖ ซึ่งนับเป็นจุดกำเนิดและรากฐานขององค์การบริหารส่วนจังหวัด อาจกล่าวโดยสรุปถึงฐานะ อำนาจหน้าที่บทบาทของสภาจังหวัดได้ในขณะนั้นยังไม่ได้มีฐานะเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่น และ เป็นนิติบุคคลที่แยกต่างหากจากราชการบริหารส่วนภูมิภาค ตามกฎหมายจึงเป็นเพียงองค์กรตัวแทนประชาชนรูปแบบหนึ่งที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่จังหวัด ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.๒๔๗๖ กำหนดให้จังหวัดเป็นหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค โดยอำนาจการบริหารงานในจังหวัดอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกรมการจังหวัด ซึ่งมีข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นประธานสภาจังหวัด มีบทบาทเป็นเพียงที่ปรึกษาเกี่ยวกับกิจการของจังหวัดแก่คณะกรรมการจังหวัด แต่กรมการจังหวัดไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเสมอไป

       กระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้มีการตราพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าปกครองราชการในจังหวัด สภาจังหวัดจึงเปลี่ยนบทบาท จากสภาที่ปรึกษาของกรมการจังหวัดมาเป็นสภาที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับอำนาจหน้าที่ของสภาจังหวัด มาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติสภาจังหวัดพ.ศ.๒๔๘๑ ได้กำหนดให้สภาจังหวัดมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
                ๑. ตรวจและรายงานเรื่องงบประมาณที่ทางจังหวัดตั้งขึ้น และสอบสวนการคลังทางจังหวัดตามระเบียบซึ่งจะได้มีกฎกระทรวงกำหนดไว้    
                ๒. แบ่งสันเงินอุดหนุนของรัฐบาลระหว่างบรรดาเทศบาลในจังหวัด                
                ๓. เสนอข้อแนะนำและให้คำปรึกษาต่อคณะกรรมการจังหวัดในกิจการจังหวัด ดังต่อไปนี้
                      ๓.๑  การรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน                     
                      ๓.๒  การประถมศึกษาและอาชีวศึกษา                    
                      ๓.๓  การป้องกันโรค การบำบัดโรค การจัดตั้ง และบำรุงถานพยาบาล                     
                      ๓.๔  การจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ                    
                      ๓.๕   การกสิกรรมและการขนส่ง                    
                      ๓.๖   การเก็บภาษีอากรโดยตรง ซึ่งจะเป็นรายได้ส่วนจังหวัด                    
                      ๓.๗   การเปลี่ยนแปลงเขตหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และเขตเทศบาล     
                      ๓.๘ ให้คำปรึกษาในกิจการที่กรมการจังหวัดร้องขอ  
 
       สำหรับพระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.ศ.๒๔๘๑ นี้ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมอีก ๒ ครั้ง ในปี     พ.ศ. ๒๔๘๕ และ พ.ศ. ๒๔๘๗


ยุคก่อกำเนิด...องค์การบริหารส่วนจังหวัด(ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘ - ๒๕๔๐)

       เนื่องจากพระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.ศ. ๒๔๘๑ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ให้สภาจังหวัดเป็นเพียงที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ขาดอำนาจหน้าที่และกำลังเงินที่จะทำนุบำรุงท้องถิ่น ดังนั้น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๔๙๘ จึงได้กำหนดให้มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้น มีฐานะเป็นนิติบุคคล และต่อมาได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด จนถึงปัจจุบันอีก ๑๐ ครั้ง ดังนี้
                ครั้งที่ ๑ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด (ฉบับที่2) พ.ศ.2499 วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๓ ตอนที่ ๑๖ หน้า ๑๒๒ ลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ โดยยกเลิกความที่ว่าด้วยรายได้ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดในมาตรา ๔๐ ของร่างพระราชบัญญัติเดิม และให้ใช้ความใหม่แทนซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน
                ครั้งที่ ๒ พะราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2499 ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๐๐ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๔ ตอนที่ ๑๑ หน้า ๓๐๗ ลงวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๐๐ โดยปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ ให้มีบทบัญญัติว่าด้วยการปิดประชุมก่อนครบกำหนดสมัยประชุม การจัดแบ่งการบริหารราชการของจังหวัด การให้สิทธิที่จะไม่ตอบคำสอบถามแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด การให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในการสั่งเพิกถอนมติ ซึ่งไม่ใช่ข้อบัญญัติจังหวัด การให้อำนาจเกี่ยวกับกิจการของจังหวัด การให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยในการวางระเบียบเกี่ยวกับการพาณิชย์ และกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับสมาชิกภาพแห่งสมาชิกสภาจังหวัดประเภท ๒ ซึ่งสมควรกำหนดเวลาสิ้นสุดไว้
                 ครั้งที่ ๓ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๖ ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๐ ตอนที่ ๑๑ ฉบับพิเศษ หน้า ๑๓ ลงวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๐๖ โดยยกเลิกความที่ว่าด้วยประเภทรายจ่ายขององค์การบริหารส่วนจังหวัดในมาตรา 41 ของพระราชบัญญัติเดิม และให้ใช้ความใหม่แทนซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน
                ครั้งที่ ๔ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราการส่วนจังหวัด (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๐๙ ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๐๙ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๓ ตอนที่ ๗๙ ฉบับพิเศษ หน้า ๒๒ ลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๙ โดยปรับปรุงแก้ไขความที่ว่าการบริหารบุคคลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดในมาตรา ๔๐


ยุคก่อกำเนิด...นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (พ.ศ. 2540 - ปัจจุบัน)

       เนื่องจาก พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้ประกาศใช้มาเป็นเวลานานไม่เคยมีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับการปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งยังกำหนดให้มีการเลือกตั้งประธานสภาจังหวัดใหม่ทุกปี ทำให้เกิดการแข่งขันกันจนนำไปสู่การแตกแยกซึ่งทำให้ไม่สามารถดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล  พ.ศ. ๒๕๓๘  ทำให้สภาตำบลทุกแห่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล  และตำบลที่มีรายได้เฉลี่ยย้อนหลังสามปี  ๑๕๐,๐๐๐.-  บาท  ขึ้นไปจะถูกยกฐานะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล  ซึ่งเป็นหน่วยงานการปกครองส่วนท้องถิ่น  ทำให้เกิดผลกระทบกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด  พ.ศ. ๒๔๙๘  คือ ความซ้ำซ้อนในเรื่องของพื้นที่  ความซ้ำซ้อนในเรื่องของอำนาจหน้าที่และความซ้ำซ้อนในเรื่องของรายได้

       ผลกระทบดังกล่าวทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของบรรดาสมาชิกสภาจังหวัดในทั่วประเทศขึ้นเป็นระยะ และเป็นรูปธรรมมากขึ้นเมื่อได้มีการจัดประชุมใหญ่ขึ้น ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๖-๒๗ พฤษภาคม ๒๕๓๙ โดยได้มีการจัดตั้ง “สหพันธ์สมาชิกสภาจังหวัดแห่งประเทศไทย” ขึ้น เพื่อดำเนินการเรียกร้องให้ทางรัฐบาลออกพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด ขึ้นมาบังคับใช้โดยเร็ว ในที่สุดก็ได้มีการตราพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด  พ.ศ. ๒๕๔๐  ขึ้นบังคับใช้ โดยประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๑๔ ตอนที่ ๖๒ก ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ และมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๑  พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยมีสาระสำคัญคือให้สมาชิกสภาจังหวัดเลือกสมาชิกคนใดคนหนึ่งเป็น  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทำหน้าที่หัวหน้าในฝ่ายบริหาร และให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแต่งตั้งสมาชิกสภาจังหวัดอีกสองคน เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ส่วนในฝ่ายนิติบัญญัติก็ยังกำหนดให้สมาชิกสภาจังหวัดเลือกสมาชิกคนใดคนหนึ่งเป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทำหน้าที่เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติและเลือกสมาชิกสภาจังหวัดอีกสองคนทำหน้าที่รองประธานสภานิติบัญญัติ เหมือนเดิม  โดยได้กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เอาไว้อย่างเป็นรูปธรรมใน หมวด ๔  มาตรา ๔๕

       โดยเหตุผลของการตราพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้นมาใช้นั้น ตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุว่า "โดยที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดที่จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๔๙๘  เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นที่รับผิดชอบใน พื้นที่ทั้งจังหวัดที่อยู่นอกเขตสุขาภิบาล และ  เทศบาล เมื่อได้มีพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ในการนี้สมควร ปรับปรุงบทบาทและอำนาจหน้าที่ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดให้สอดคล้องกัน และปรับปรุงโครงสร้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น"

       นอกจากเหตุผลของพระราชบัญญัติแล้ว จากบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ....... ครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๐ ที่ประชุมได้ระบุประเด็นวัตถุประสงค์ของการออกพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด ดังนี้
                ๑. เพื่อจัดระบบบริหารให้มีประสิทธิภาพซึ่งปัจจุบันมีปัญหาด้านการบริหารการจัดการด้านพื้นที่ และรายได้ช้ำซ้อน
                ๒. เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยน ตามการเปลี่ยนแปลงของการเมืองการปกครองท้องถิ่น ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการขยายความเจริญเติบโตของแต่ละท้องถิ่น
                ๓.  เพื่อเป็นการถ่ายโอนอำนาจการปกครองส่วนภูมิภาคมาสู่ท้องถิ่น โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดทำหน้าที่ในการ ประสานกับองค์กรปกครองท้องถิ่น การประสานกับรัฐบาลและตัวแทนหน่วยงานของรัฐการถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณที่เคยอยู่ใน ภูมิภาคไปอยู่ในองค์การบริหารส่วนจังหวัด
                ๔.  เพื่อเป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้น โดยจะเพิ่มอิสระให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดมากขึ้นด้วย โดยการลดการกำกับดูแลจากส่วนกลางลง

       รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ หมวดที่ ๙  มาตรา ๒๘๔ ได้กำหนดให้มีกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นมาใช้ ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีการตรา พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ขึ้นมาบังคับใช้เพื่อถ่ายโอนภารกิจต่าง ๆ จากหน่วยงานในราชการส่วนภูมิภาคให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ไว้ในหมวด ๒  มาตรา ๑๗ และในวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๖ ได้มี ประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ขึ้น ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ถือปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้

 

       ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด      พ.ศ. ๒๕๔๐ (ฉบับที่ ๓) โดยมีสาระสำคัญ คือ

ฝ่ายบริหาร
       ได้มีการกำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชนทั้งจังหวัด มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี โดย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด สามารถแต่งตั้งรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด จากบุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อช่วยเหลือในการบริหารงานตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
                ๑. ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดใดมีสมาชิกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสี่สิบแปดคน ให้มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สี่คน
                ๒. ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดใดมีสมาชิกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสามสิบหกหรือสี่สิบสองคน ให้มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สามคน   
                ๓. ในกรณีที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดใดมีสมาชิกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยี่สิบสี่หรือสามสิบคน ให้มีรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สองคน

       นอกจากนั้นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ยังสามารถแต่งตั้งเลขานุการและที่ปรึกษาเพื่อช่วยเหลือในการบริหารงานได้รวมกันไม่เกินห้าคน

ฝ่ายนิติบัญญัติ
       ให้แบ่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้งเขตละหนึ่งคน โดยใช้เกณฑ์ของราษฎรแต่ละจังหวัด ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรในปีสุดท้ายก่อนที่มีการเลือกตั้ง ดังนี้     
                ๑. จังหวัดใดที่มีราษฎรไม่เกินห้าแสนคนให้มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ยี่สิบสี่คนประชากรไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ คน มีสมาชิกสภาจังหวัดได้ ๑๘ คน
                ๒. จังหวัดใดที่มีราษฎรไม่เกินห้าแสนคนแต่ไม่เกินหนึ่งล้านคน ให้มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สามสิบคน    
                ๓.  จังหวัดใดที่มีราษฎรเกินหนึ่งล้านคนแต่ไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนคน ให้มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สามสิบหกคน     
                ๔. จังหวัดใดที่มีราษฎรเกินหนึ่งล้านห้าแสนคนแต่ไม่เกินสองล้านคน ให้มีสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สี่สิบสองคน     
                ๕. จังหวัดใดที่มีราษฎรเกินสองล้านคนขึ้นไป ให้มีสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้สี่สิบแปดคน

       หลังจากที่ พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 3)ประกาศใช้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 14 มีนาคม 2547 และนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คณะกรรมการเลือกตั้ง ได้เข้ามาเป็นผู้ดำเนินการกระทรวงมหาดไทยในการจัดการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๕ โดยได้นำเอาระบบใบเหลืองใบแดง มาใช้กับผู้ที่ทุจริยการเลือกตั้ง จนเป็นเหตุให้หลายเขตเลือกตั้งต้องมีการเลือกตั้งใหม่ จนกว่าจะได้รับการับรองผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการเลือกตั้ง

       กล่าวโดยสรุป องค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้มีการวิวัฒนาการโดยผ่านกระบวนการปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ มาเป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน องค์การบริหารส่วนจังหวัด คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัด มีภารกิจครอบคลุมพื้นที่จังหวัด ตามบทบัญญัติของกฎหมายคือ
                1.  อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540  แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2546 หมวด 4 มาตรา 45
                2.  อำนาจหน้าที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดในการจัดระบบบริหารสาธารณะตามพระราช บัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 หมวด 2   มาตรา 17
                3.  ประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเรื่อง การกำหนดอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2546  ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้ยึดถือปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้

 
 
 
 
องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ถนนเดชา ตำบลสะบารัง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี 94000  โทรศัพท์ : 073-349789   โทรสาร : 073-331533